|
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรภูฎาน |
ความสัมพันธ์กับประเทศไทยและสถานะล่าสุดของความร่วมมือ
ภูฏานให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับประเทศไทย และชื่นชมความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของไทย โดยเฉพาะทฤษฎีเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาประเทศของภูฏาน คือ Gross National Happiness และได้อาศัยประสบการณ์ของไทยในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตน เพื่อยกระดับการพัฒนาประเทศ โดยเห็นว่าวิธีการพัฒนาประเทศของไทยเป็นตัวอย่างที่ภูฏานสามารถนำไปศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศได้ ซึ่งไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ภูฏานมาโดยต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยมีสถานะผู้ให้ความช่วยเหลือ เพื่อยกบทบาทไทยในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก
|
ด้านการเมือง
นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยคนแรกที่เยือนภูฏานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 - 5 มิถุนายน 2548ซึ่งแสดงถึงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนของไทยในการกระชับและส่งเสริมความสัมพันธ์กับภูฏานในฐานะมิตรประเทศที่แน่นแฟ้น และได้ย้ำให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านต่างๆ แก่ภูฏาน เช่น การพัฒนาสินค้าท้องถิ่น การเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยว เป็นต้น
|
ด้านการทูต
ไทยและภูฏานสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532 ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน โดยมีปัจจัยที่เชื่อมความสัมพันธ์ ได้แก่ ระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การนับถือพุทธศาสนา และความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม และทั้งไทยและภูฏานไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดมาก่อน รัฐบาลไทยมอบหมายให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา (ปัจจุบัน คือ นายสุพัฒน์ จิตรานุเคราะห์) มีเขตอาณาดูแลราชอาณาจักรภูฏานอีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่ภูฏานได้จัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตภูฏานประจำประเทศไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 (ซึ่งเป็นสถานทูตแห่งที่ 6 ของภูฏานในต่างประเทศ)
และมีนายซิงเก ดอร์จี (Singye Dorjee) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตภูฏานประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน มีเขตอาณาดูแลประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ภูฏานยังได้จัดตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรภูฏานประจำประเทศไทยด้วย โดยนายภาคย์ เสถียรพัฒน์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ เมื่อปี 2543 และต่อมาไทยได้จัดตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรไทยประจำภูฏาน โดยมีนายดาโชะ อูเก็น เชชุบ (Dasho Ugen Tshechup) ซึ่งเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระราชินีภูฏาน ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ เมื่อปี 2546 |
ด้านเศรษฐกิจ
การค้าระหว่างไทยกับภูฏานมีปริมาณน้อยมาก โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด การค้ารวมในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2545 - 2548) มีมูลค่าประมาณ 8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไปภูฏาน 8.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากภูฏาน ประมาณ 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการค้าในปี 2548 มีมูลค่ารวม 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปภูฏานประมาณ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากภูฏานประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังภูฏาน ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และยานพาหนะและส่วนประกอบ เป็นต้น สินค้าที่ไทยนำเข้าจากภูฏาน ได้แก่ ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหาร
|
อุปสรรคสำหรับการส่งออกสินค้าไทย คือ (1) การขนส่งสินค้าไปภูฏานถูกจำกัดเพียง 2 ทาง ได้แก่ ทางอากาศโดยสายการบินดรุ๊กแอร์ของภูฏานและทางเรือซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านท่าเรือที่เมืองกัลกัตตาในอินเดียและลำเลียงต่อทางบกผ่านด่านพินโชลิงค์
(Phuentshchling) ของภูฏานที่ติดกับอินเดีย ซึ่งถนนมีสภาพไม่ดีทำให้การขนส่งใช้เวลานาน (2) ภูฏานมีความผูกพันทางการค้าอย่างแน่นแฟ้นกับอินเดียการเจาะตลาดภูฏานที่มีขนาดเล็กจึงกระทำได้ยาก (3) การขาดแคลนข้อมูลและข่าวสารทางการค้า |
ความช่วยเหลือทางวิชาการ
ความร่วมมือทางวิชาการเป็นกลไกที่สำคัญกลไกหนึ่งในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างไทยและภูฏานซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างให้ความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่นและสามารถขยายขอบข่ายความสัมพันธ์ไปสู่มิติอื่นๆรัฐบาลไทยยืนยันเจตนารมณ์ในการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการกับภูฏานเพื่อเป็นการสนันสนุนแผนการพัฒนาประเทศของภูฏาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความผาสุขของประชาชาติ ไทยได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับภูฏตั้งแต่ปี 2535 เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว การเกษตร และการพัฒนาชนบทเป็นต้น การให้ความช่วยเหลือเป็นไปในรูปของทุนการศึกษา ฝึกอบรมและดูงานในสถาบันการศึกษาต่างๆของไทยโดยดำเนินการในลักษณะรัฐบาลไทยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
รือภูฏานและไทยร่วมกันออกค่าใช้จ่าย หรือประเทศที่สาม/องค์การระหว่างประเทศเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย |
สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ Thailand International Development Cooperation Agency (TICA) เป็นหน่วยงานหลักประสานกับ Royal Civil Service Commission (RCSC) ของภูฏานในการมอบทุนการศึกษา ฝึกอบรมและดูงานด้านต่างๆ ในปี 2548 ไทยได้มอบทุนรวม 48 ทุน มูลค่า 5.3 ล้านบาท เพื่อแสดงเจตจำนงอย่างจริงใจของรัฐบาลไทยที่จะสนับสนุนการพัฒนาประเทศของภูฏานอย่างต่อเนื่อง ในปี 2548 รัฐบาลประกาศให้ทุนการศึกษา ฝึกอบรมและดูงานแก่ภูฏานจำนวน 180 ทุนภายในระยะเวลา 3 ปี (2548 - 2551) ซึ่งจะทำให้มีนักศึกษาภูฏานเดินทางมาศึกษาที่ประเทศไทยมากขึ้น โดยปัจจุบันมีนักศึกษาภูฏานศึกษาระดับปริญญาตรี/โท ในไทยประมาณ120 คน โดยทุนรัฐบาลภูฏาน ทุนส่วนตัวและทุนรัฐบาลไทย และพร้อมที่จะขยายความร่วมมือไปสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงานต่างๆ ของภูฏาน โดยให้ความร่วมมือในลักษณะของโครงการ capacity building และโครงการพัฒนาต่างๆ ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพและเป็นความต้องการของฝ่ายภูฏาน นอกจากนั้น ภูฏานยังส่งข้าราชการมาศึกษาดูงานด้านต่างๆที่ประเทศไทยเพื่อนำวิทยาการไปปรับใช้สำหรับการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การบริหารงบประมาณและจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลังระบบงานรัฐสภาของไทย งานตรวจคนเข้าเมือง การสีข้าว และโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริ
|
ด้านวัฒนธรรม
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา ร่วมกับกรมการศาสนาได้ถวายพระพุทธรูปแด่สมเด็จพระราชชนนีแห่งภูฏาน ในโอกาสฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ วัดในเมืองบุมทัง (Bumthang) เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 |
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา รัฐบาลไทยได้สร้างศาลาไทยในกรุงทิมพู เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับภูฏาน มอบให้แก่รัฐบาลภูฏานเมื่อปี 2544
|
ด้านการท่องเที่ยว
ในปี 2548 นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปภูฏานประมาณ 270 คน (มกราคม - สิงหาคม) ส่วนนักท่องเที่ยวภูฏานเดินทางมาไทย ประมาณ 3,866 คน(มกราคม - มิถุนายน) มีคนไทยอาศัยอยู่ในภูฏานน้อยกว่า 20 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิงไทยแต่งงานกับชาวภูฏาน
และยังไม่มบริษัทเอกชนไทยไปลงทุนในภูฏาน |
ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย
1. กระทรวงสาธารณสุขไทยและภูฏานได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาด้านสุขอนามัย
ระหว่างกัน เมื่อเดือนตุลาคม 2530
2. ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างกัน เมื่อเดือนมิถุนายน2536
3. ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน เมื่อเดือนเมษายน 2545
4.ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2547
5. ไทยและภูฏานได้จัดทำความตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกด้าน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2547
6. ไทยและภูฏานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 |
|
|